Browse By

Tag Archives: บาร์เซโลน่า

Pep Guardiola – ฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบ

Pep Guardiola – ฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบ คือยุคสมัยที่ไม่ได้แค่ทำให้บาร์เซโลน่าคว้าแชมป์ แต่ทำให้ทั้งโลกต้อง “ยอมรับรูปแบบฟุตบอลใหม่” แบบไม่มีข้อโต้แย้ง หาก Johan Cruyff คือผู้สร้างศาสนา Pep Guardiola ก็คือศาสดารุ่นที่ทำให้คำสอนนั้นสมบูรณ์แบบที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล และเปลี่ยน FC Barcelona ให้กลายเป็นทีมที่ดีที่สุดทีมหนึ่งตลอดกาล สำหรับแฟนบอลทั่วโลก Pep Guardiola – ฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่แค่ชื่อบทหนึ่งของบาร์ซ่า แต่คือ “มาตรฐาน” ที่ทุกทีมพยายามไล่ตามมาจนถึงวันนี้ บาร์เซโลน่าก่อน Pep: ทีมใหญ่ที่ยังไม่เสถียร ก่อนฤดูกาล 2008/09 บาร์เซโลน่าเพิ่งผ่านยุค Frank Rijkaard สโมสรตัดสินใจเสี่ยงครั้งใหญ่ ด้วยการแต่งตั้งโค้ชหนุ่มจากทีม B ที่ไม่มีประสบการณ์ระดับท็อป แต่มี “ความเข้าใจ DNA สโมสร” อย่างลึกซึ้ง

Frank Rijkaard – จุดเริ่มต้นยุคทองใหม่ของบาร์ซ่า

Frank Rijkaard – จุดเริ่มต้นยุคทองใหม่ของบาร์ซ่า คือเรื่องราวของโค้ชที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงด้วยอารมณ์หวือหวา แต่กลับเป็น “ฟันเฟืองสำคัญที่สุด” ที่ทำให้บาร์เซโลน่ากลับมายืนบนจุดสูงสุดของยุโรปอีกครั้ง หลังจากหลงทางมานานหลายปี หากไม่มีชายคนนี้ เส้นทางของ FC Barcelona อาจไม่มีวันนำไปสู่ยุค Pep Guardiola ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับแฟนบอลตัวจริง Frank Rijkaard – จุดเริ่มต้นยุคทองใหม่ของบาร์ซ่า คือโค้ชที่ทำให้คำว่า “DNA บาร์ซ่า” กลับมามีชีวิตอีกครั้ง หลังจากถูกกลืนหายไปกับความสับสนและแรงกดดันในช่วงปลายยุค 90s บาร์เซโลน่าก่อน Rijkaard: สโมสรที่หลงตัวตน ช่วงต้นทศวรรษ 2000 คือหนึ่งในยุคที่ยากลำบากของบาร์ซ่า แม้จะมีนักเตะดัง แต่ทีมกลับไม่มีทิศทางชัดเจน แฟนบอลเริ่มตั้งคำถามว่า “บาร์ซ่ายังเป็นบาร์ซ่าอยู่ไหม” และคำตอบนั้น เริ่มชัดขึ้นเมื่อ Frank Rijkaard ก้าวเข้ามา Rijkaard: โค้ชที่สงบ

Johan Cruyff – ปฏิวัติฟุตบอลคัมป์นู

Johan Cruyff – ปฏิวัติฟุตบอลคัมป์นู คือเรื่องราวของชายผู้ไม่ได้แค่คุมทีม แต่ “เขียนคู่มือชีวิต” ให้กับสโมสรบาร์เซโลนาแบบถาวร หาก Rinus Michels คือผู้วางเมล็ดพันธุ์ แนวคิดทั้งหมดก็ผลิบานเต็มที่ในยุคของ Cruyff จนทำให้ FC Barcelona กลายเป็นสโมสรที่โลกฟุตบอลยอมรับในตัวตนอย่างแท้จริง สำหรับแฟนบอลทั่วโลก Johan Cruyff – ปฏิวัติฟุตบอลคัมป์นู ไม่ใช่แค่โค้ช แต่คือ “ศาสดา” ของฟุตบอลเชิงปรัชญา คนที่เปลี่ยนคำว่าเล่นสวย ให้กลายเป็นการชนะอย่างยั่งยืน บาร์เซโลน่าก่อน Cruyff: ทีมใหญ่ที่ยังขาดศรัทธา ก่อน Cruyff จะกลับมาคุมทีมในปี 1988 บาร์เซโลน่าเป็นสโมสรที่ ทีมแพ้รอบชิงแพ้เกมใหญ่และแฟนบอลเริ่มตั้งคำถามว่า“เราจะเป็นทีมระดับท็อปจริงหรือไม่” Cruyff เข้ามาไม่ใช่เพื่อแก้เฉพาะหน้า แต่เพื่อ “เปลี่ยนระบบคิดทั้งสโมสร” Cruyff: โค้ชที่คิดเหมือนนักปรัชญา Johan

Rinus Michels – ผู้ให้กำเนิด DNA บาร์ซ่า

Rinus Michels – ผู้ให้กำเนิด DNA บาร์ซ่า คือชื่อที่ไม่อาจข้ามได้ หากพูดถึงตัวตนที่แท้จริงของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา เพราะก่อนจะมีคำว่า “ติกิ-ตาก้า” ก่อนจะมี Johan Cruyff และก่อนที่โลกจะรู้จักบาร์ซ่าในฐานะทีมที่ครองบอลและคุมเกมได้ทั้ง 90 นาที ทุกอย่างเริ่มต้นจากชายชาวดัตช์คนนี้ ชายผู้เปลี่ยนฟุตบอลจาก “เกมลูกหนัง” ให้กลายเป็น “ศาสตร์แห่งพื้นที่” และวางรากฐานความคิดให้กับ FC Barcelona ไปตลอดกาล สำหรับแฟนบอลบาร์ซ่า Rinus Michels – ผู้ให้กำเนิด DNA บาร์ซ่า ไม่ใช่แค่โค้ชในประวัติศาสตร์ แต่คือ “สถาปนิก” ที่ออกแบบโครงสร้างความคิดของสโมสร ตั้งแต่ทีมชุดใหญ่ ไปจนถึงระบบเยาวชน บาร์เซโลน่าก่อน Michels: สโมสรที่ยังไม่มีตัวตนชัดเจน ย้อนกลับไปก่อนทศวรรษ 1970 บาร์เซโลน่าเป็นสโมสรใหญ่ก็จริงแต่ยังไม่ใช่ทีมที่มี “ลายเซ็นทางฟุตบอล”

บาร์เซโลน่ากับ DNA ฟุตบอลที่โลกพยายามลอก แต่ไม่เคยเหมือน

บาร์เซโลน่ากับ DNA ฟุตบอลที่โลกพยายามลอก แต่ไม่เคยเหมือน ไม่ใช่แค่คำอธิบายเชิงโรแมนติกของแฟนบอล แต่คือความจริงที่ฝังอยู่ในประวัติศาสตร์ลูกหนังมานานหลายทศวรรษ เพราะไม่ว่าฟุตบอลจะเปลี่ยนไปเร็วแค่ไหน มีแท็กติกใหม่เกิดขึ้นกี่แบบ หรือมีทีมไหนพยายามเล่น “เหมือนบาร์ซา” มากเพียงใด สุดท้ายก็ยังมีบางอย่างที่ขาดหายไปเสมอ ⚽🔵🔴 DNA ที่ไม่ใช่แท็กติก แต่คือ “วิธีคิด” หลายคนเข้าใจว่า DNA ของบาร์เซโลน่าคือการครองบอล การต่อบอลสั้น หรือการเล่นในระบบ 4-3-3 แต่ความจริงลึกกว่านั้นมาก เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเพียง “ผลลัพธ์” ของวิธีคิด ไม่ใช่ต้นเหตุ DNA ของบาร์เซโลน่าคือแนวคิดที่ว่า นี่คือเหตุผลว่าทำไม ต่อให้เปลี่ยนโค้ช เปลี่ยนนักเตะ หรือเปลี่ยนยุคสมัย บาร์เซโลน่าก็ยังมีโครงสร้างการเล่นที่คนดูออกทันทีว่า “นี่คือบาร์ซา” ฟุตบอลที่ไม่ยอมแพ้ต่อความเร่งรีบ ในยุคที่หลายทีมเน้นเกมเร็ว บุกไว ยิงไว บาร์เซโลน่ากลับยืนยันจะเล่นฟุตบอลที่ “คิดก่อนทำ” พวกเขาไม่เร่งเพราะถูกกดดัน ไม่เปลี่ยนสไตล์เพราะโดนนำ และไม่ละทิ้งหลักการเพียงเพื่อผลลัพธ์ระยะสั้น

อันซู ฟาตี ทำผลงานโดดเด่นกับ โมนาโก และยังมีอนาคตกับทีมชาติสเปน

อันซู ฟาตี ชื่อนี้เคยถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในฐานะ “อัญมณีแห่งคัมป์นู” เมื่อครั้งที่เขาแจ้งเกิดกับบาร์เซโลน่าในวัยเพียง 16 ปี พร้อมทั้งสร้างสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูในลาลีกาได้สำเร็จ ความเร็ว ความมั่นใจ และพรสวรรค์ในการเลี้ยงบอลทำให้ฟาตีถูกยกย่องว่าเป็นดาวรุ่งที่มีศักยภาพสูงสุดของฟุตบอลสเปนในรอบทศวรรษ แต่เส้นทางของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หลังจากนั้นไม่นานอาการบาดเจ็บรุนแรงที่หัวเข่าก็เข้ามาทำลายจังหวะชีวิตและความมั่นใจของเขาไปชั่วขณะ บาร์เซโลน่าพยายามดูแลดาวรุ่งรายนี้อย่างดีที่สุด ทั้งในแง่ของการฟื้นฟูร่างกายและการค่อยๆ ส่งกลับเข้าสู่ทีม แต่ด้วยแรงกดดันจากความคาดหวังมหาศาล ทั้งจากแฟนบอลและสื่อ ทำให้ช่วงเวลาการกลับมาของฟาตีไม่ง่ายอย่างที่คิด เขาพยายามอย่างหนักที่จะเรียกฟอร์มเก่งกลับมา ทว่าระบบของทีมในยุคหลังลิโอเนล เมสซี่ ทำให้โอกาสลงสนามของเขาจำกัดมากขึ้น ประกอบกับการมาของดาวรุ่งคนอื่นๆ อย่างลามีน ยามาล และเฟร์ราน ตอร์เรส ทำให้ฟาตีต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตการค้าแข้งของเขา การย้ายจากบาร์เซโลน่าไปเล่นให้กับอาแอส โมนาโกในลีกเอิง ฝรั่งเศส จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ฟาตีรู้ดีว่าหากยังอยู่ในสเปน เขาอาจต้องต่อสู้กับแรงกดดันที่ไม่สิ้นสุด แต่ในฝรั่งเศส เขาจะได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งในสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างมากกว่า การย้ายทีมครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนเสื้อแข่ง แต่คือการเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิตนักฟุตบอลหนุ่มที่ยังมีศักยภาพอีกมากให้แสดงออก ตั้งแต่ก้าวแรกที่เขาสวมเสื้อโมนาโก แฟนบอลก็เริ่มเห็นแววของฟาตีในแบบที่ทุกคนเคยหลงรักอีกครั้ง เขาเล่นด้วยความมั่นใจ กล้าเลี้ยง กล้าลุย และกล้าทำประตู

เด ลา ฟวนเต้ ยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งใด ๆ กับบาร์เซโลน่า

หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ เฮดโค้ชทีมชาติสเปน ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่า เขาไม่มีความขัดแย้งหรือปัญหาส่วนตัวใด ๆ กับสโมสรบาร์เซโลน่า หรือกับฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์ชาวเยอรมันของทีมเจ้าบุญทุ่ม หลังจากมีกระแสข่าวลือแพร่สะพัดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าทั้งสองฝ่ายมีความเห็นไม่ลงรอยกันเกี่ยวกับการเรียกตัวนักเตะจากสโมสรบาร์เซโลน่าไปรับใช้ทีมชาติชุดใหญ่ในช่วงโปรแกรมทีมชาติเดือนตุลาคม โดยเฉพาะกรณีของนักเตะคนสำคัญอย่างเปดรี้, ลามีน ยามาล และดานี่ โอลโม่ ที่เพิ่งได้รับบาดเจ็บจนต้องถอนตัวออกจากทีม ข่าวลือดังกล่าวเริ่มต้นจากรายงานของสื่อสเปนบางสำนักที่อ้างว่า ฮันซี่ ฟลิค ไม่พอใจที่ทีมชาติสเปนเรียกตัวผู้เล่นบาร์เซโลน่าหลายราย ทั้งที่นักเตะเหล่านั้นมีอาการบาดเจ็บสะสมและยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยเฉพาะเปดรี้และโอลโม่ที่เพิ่งกลับมาซ้อมได้ไม่นาน ซึ่งทำให้แฟนบอลบางส่วนเข้าใจว่าเกิดความตึงเครียดระหว่างสโมสรและทีมชาติ อย่างไรก็ตาม เด ลา ฟวนเต้ ได้ออกมาเคลียร์ชัดเจนว่า ทุกอย่างเป็นเพียงความเข้าใจผิด และความสัมพันธ์ระหว่างเขากับบาร์เซโลน่ายังแน่นแฟ้นเช่นเดิม ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อก่อนเกมอุ่นเครื่องกับปารากวัย เด ลา ฟวนเต้ กล่าวว่า “ไม่มีความขัดแย้งใด ๆ ทั้งสิ้นระหว่างผมกับบาร์เซโลน่าหรือกับฮันซี่ ฟลิค เราทั้งคู่เคารพซึ่งกันและกัน และมีการสื่อสารกันอย่างเปิดเผยเสมอ